เจาะลึกสิวอักเสบ! รู้ทันสาเหตุและวิธีการรักษา บอกลาสิวกู้ผิวใสกลับคืนมา

สิวอักเสบ

บางครั้งปัญหาผิวหน้าก็มาแบบไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะปัญหาผิวยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็ต้องเคยเจอ อย่าง “สิวอักเสบ” ที่มักทำให้เกิดความไม่มั่นใจบริเวณใบหน้า ที่สำคัญยังรู้สึกเจ็บ ปวด ระบม จากการบวมแดงของสิว แถมพอหายแล้วก็ยังทำให้เสียความมั่นใจต่อ ด้วยการทิ้งรอยสิวไว้ 

ซึ่งความจริงแล้วสิวอักเสบนี้เกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัยที่เราอาจมองข้าม ตั้งแต่ฮอร์โมน การดูแลผิว ไปจนถึงวิถีชีวิตประจำวัน แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบ ประเภทของสิวอักเสบ และวิธีรับมืออย่างถูกต้อง พร้อมกู้ความมั่นใจของผิวหน้าคุณกลับมาอีกครั้ง! 



ทำความรู้จักกับสิวอักเสบคืออะไร สิวอักเสบเป็นยังไง?

สิวอักเสบหรือ Inflammatory Acne เป็นสิวชนิดหนึ่ง โดยลักษณะสิวอักเสบจะมีลักษณะเป็นตุ่มบวม แดง และอาจมีหนองอยู่ภายในสิว ซึ่งในช่วงแรกที่สิวชนิดนี้ขึ้นตามบริเวณต่าง ๆ เมื่อสัมผัสโดนอาจรู้สึกเจ็บ ระบม ปวดสิวได้ โดยสิวอักเสบมักเกิดบริเวณต่าง ๆ บนใบหน้า ไม่ว่าจะบริเวณหน้าผาก, ระหว่างคิ้ว, หัวคิ้ว, แก้ม, จมูก, คาง เป็นต้น


น่ารู้… สิวอักเสบเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง?

สิวอักเสบ สาเหตุ

โดยส่วนใหญ่แล้วสิวอักเสบเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

ความเครียดสะสม : สาเหตุยอดฮิตของการเกิดสิวอักเสบที่หลายคนมักเผชิญนั่นก็คือ ความเครียด ซึ่งเมื่อเครียดร่างกายจะเกิดการกระตุ้นผลิตฮอร์โมนที่นำไปสู่การเกิดสิวอักเสบขึ้นได้

ฮอร์โมน : ในช่วงวัยรุ่นนั้น ปริมาณฮอร์โมนภายในร่างกายจะค่อนข้างไม่สมดุล ทำให้โดยเฉพาะในวัยรุ่นผู้หญิงบางคน ร่างกายอาจมีการผลิตฮอร์โมนเพศชายมากกว่าปกติ ซึ่งการที่ฮอร์โมนไม่สมดุลเช่นนี้ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้นนั่นเอง

การใช้ยาบางชนิด : การใช้ยาบางชนิดก็มีส่วนกระตุ้นทำให้เกิดสิวอักเสบได้ในคนไข้บางราย เช่น ยา Corticotropin, ยา Anabolic Steroids เป็นต้น

การรับประทานอาหารก็มีส่วน : อาหารบางชนิดก็นำไปสู่สาเหตุสิวอักเสบได้ โดยเฉพาะของทอด อาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล หรือนม ไม่ว่าจะเป็น ชีส โยเกิร์ต ช็อกโกแลต และอื่น ๆ อีกมากมาย

ผิวผลิตน้ำมันมากเกินไป : หากผิวมีการผลิตน้ำมันออกมามากจนเกินไป ก็นำไปสู่สาเหตุการอุดตันบริเวณรูขุมขนได้ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้ารูขุมขนดังกล่าวก็อาจเกิดการอักเสบขึ้นในที่สุด

การแกะหรือบีบสิว : การแกะหรือบีบสิวก็ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การเกิดสิวอักเสบได้ เพราะเมื่อแกะหรือบีบสิว สิ่งสกปรกจะเข้าไปยังบริเวณรูขุมขนได้ง่ายขึ้นจนเกิดการอักเสบ เกิดเป็นหนองที่บริเวณหัวสิวขึ้น


ประเภทของสิวอักเสบ แบ่งออกเป็นกี่ประเภท?

สำหรับประเภทของสิวอักเสบนั้น สามารถแบ่งได้หลัก ๆ ออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. สิวหัวหนอง

สิวหัวหนอง (Pustules) เป็นสิวที่มีลักษณะเป็นสิวตุ่มนูนแดง อักเสบและบวม โดยมีหัวหนองสีขาวหรือเหลืองอยู่ภายในสิว ซึ่งสามารถพบได้ทั้งขนาดเม็ดเล็กไปจนถึงเม็ดใหญ่เลยทีเดียว สำหรับสาเหตุหลัก ๆ ของสิวหัวหนองนั้นเกิดจากการที่ผิวผลิตน้ำมันส่วนเกิน การอุดตันรูขุมขน และการติดเชื้อแบคทีเรีย ไปจนถึงการดูแลรักษาความสะอาดผิวที่ไม่ถูกวิธีอีกด้วย 

2. สิวตุ่มแดง

สิวตุ่มแดง (Papules) เป็นสิวที่มีตุ่มสีแดงเล็กๆ บนผิวหนัง มีลักษณะอักเสบและบวม แต่จะแตกต่างกับสิวหัวหนองตรงที่สิวตุ่มแดงจะไม่มีหนองที่สามารถสังเกตเห็นด้วยตาเปล่าได้ 

3. สิวซีสต์

สิวซีสต์ (Cysts) เป็นสิวอักเสบอีกรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเป็นตุ่มบวมนูนขนาดใหญ่ และยังมาพร้อมกับอาการเจ็บปวดที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งสิวซีสนั้นมักขึ้นบริเวณส่วนต่าง ๆ ของใบหน้า เช่น หน้าผาก จมูก และคาง เป็นต้น

4. สิวหัวช้าง

สิวหัวช้าง (Nodules) อีกหนึ่งประเภทของสิวอักเสบที่เชื่อว่าคนเป็นสิวอาจจะเคยเจอสิวประเภทนี้ โดยสิวหัวช้างมีลักษณะเด่นที่มีลักษณะตุ่มบวมนูนที่มีขนาดใหญ่ และเมื่อสัมผัสโดนจะรู้สึกเจ็บ อย่างไรก็ตาม สิวหัวช้างจะไม่มีหัวหนองขึ้นมา แต่หากสัมผัสดี ๆ จะพบว่าสิวหัวช้างนั้นมีลักษณะที่นุ่ม รู้สึกเหมือนมีของเหลวอะไรบางอย่างอยู่ภายในหัวสิว


วิธีการรักษาสิวอักเสบให้ดีขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

สิวอักเสบ รักษา

เมื่อเกิดสิวอักเสบขึ้นไม่ควรละเลยหรือปล่อยไว้ เพราะการทิ้งสิวอักเสบไว้โดยไม่รักษาให้ถูกวิธี ก็อาจนำไปสู่ปัญหาผิวที่บานปลายกว่าเดิมได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหลุมสิว รอยดำ รวมไปถึงอาจลดทอนความมั่นใจลงได้ เมื่อต้องเข้าสังคม วันนี้จึงจะขอแชร์วิธีการรักษาสิวอักเสบที่เวิร์ก และมีประสิทธิภาพมาฝากทุกคนที่กำลังมีปัญหาสิวอักเสบ ดังนี้

  • ให้ความใส่ใจในการดูแลผิว : เมื่อเกิดสิวอักเสบขึ้น แนะนำว่าอาจจะใส่ใจในเรื่องของการทำความสะอาดผิวมากขึ้น เพื่อป้องกันการอุดตันรูขุมขนจนนำไปสู่การเกิดสิว โดยแนะนำว่าให้ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยนไม่ระคายเคือง มีค่า pH ที่เหมาะสมกับผิว และคอยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวอยู่เสมอ ด้วยการเลือกใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันและเสริมเกราะการป้องกันของผิว
  • รักษาความสะอาด : หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้าในบริเวณที่เป็นสิวอักเสบโดยไม่จำเป็น และหมั่นเปลี่ยนปอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้าเป็นประจำ
  • ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน : หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดสิว เช่น ของทอด อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงและอาหารที่มีส่วนผสมของนม 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ : โดยแนะนำให้นอน 7-8 ชั่วโมงต่อคืน 
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว : การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาสิวอักเสบที่ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ, กลุ่มผลิตภัณฑ์กรดซาลิไซลิก ช่วยขจัดเซลล์ผิวตายและทำความสะอาดรูขุมขน และกลุ่มผลิตภัณฑ์เรตินอยด์ กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่และลดการอุดตันรูขุมขน เป็นต้น
  • เลือกรักษาสิวอักเสบโดยการเลเซอร์ผิว : โดยการเลเซอร์นั้นจะช่วยลดแบคทีเรีย ที่สำคัญยังช่วยให้รอยดำที่เกิดขึ้นแลดูจางลง
  • รับประทานยาลดสิวอักเสบ : การรับประทานยาที่มีส่วนช่วยในการรักษาสิว ไม่ว่าจะเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตร้าซัยคลิน ยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโลสปอริน ยาไอโสเตรตินอย รวมไปถึงยาคุมกำเนิด เพื่อให้ออกฤทธิ์ ลดปัญหาสิวอักเสบที่เกิดขึ้น ซึ่งการรับประทานยาดังกล่าวขึ้นอยู่กับลักษณะอาการความรุนแรงของสิวอักเสบที่เป็นด้วย และไม่สามารถซื้อมารับประทานด้วยตัวเองได้ ต้องอยู่ภายใต้การสั่งจ่ายยาและการควรคุมของแพทย์เท่านั้น
  • พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ : สำหรับใครที่เป็นสิวอักเสบรุนแรง สิวอักเสบขึ้นเต็มหน้า มีอาการของสิวอักเสบเรื้อรังและรุนแรงมาเป็นระยะเวลานาน แนะนำว่าให้พบแพทย์ผิวหนัง เพื่อรับคำปรึกษาและวิธีการรักษาที่เหมาะสม

บอกลาสิวอักเสบ ให้ผิวกลับมาใสมั่นใจอีกครั้ง!

ใครที่มีสิวอักเสบไม่ควรปล่อยปัญหาผิวเรื้อรังนี้ไว้ เพราะปัญหายอดฮิตนี้ยิ่งปล่อยไว้นาน นอกจากจะรู้สึกปวดระบมจากการอักเสบของสิวแล้ว ยังทำลายความมั่นใจอีกด้วย สำหรับใครที่มีปัญหาสิวอักเสบจากสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะสิวอักเสบจากความเครียด ฮอร์โมน ไลฟ์สไตล์การรับประทาน และอื่น ๆ แนะนำว่าหากเกิดสิวขึ้น ให้สังเกตระดับความรุนแรงของสิวที่เกิดขึ้น 

ถ้ามีระดับความรุนแรงตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปานกลาง แนะนำว่าให้เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับตนเอง ทั้งนี้ หากสังเกตว่าสิวอักเสบที่เกิดขึ้นมีลักษณะที่รุนแรง และเป็นเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์รับการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้กลับมาผิวที่เรียบเนียนอีกครั้ง