โรคเครียด ภัยเงียบที่อันตราย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

โรคเครียด

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหาสุขภาพ เมื่อทุกคนพบเจอปัญหาเหล่านี้ ในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ ย่อมส่งผลให้เกิดโรคเครียดได้ง่าย หากเกิดอาการวิตกกังวลเครียดขึ้นบ่อย ๆ แล้วไม่ได้รับการรักษาหรือจัดการอย่างเหมาะสม ก็อาจจะเกิดภาวะเครียดสะสมได้ จนสุดท้าย เกิดเป็นโรคเครียดเรื้อรังในที่สุด ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในประจำวันได้

โรคเครียด คืออะไร?

โรคเครียดหรือภาวะเครียดคือ สถานะทางจิตใจที่เกิดความเป็นห่วงหรือกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยโรคเครียดวิตกกังวลมักเกิดขึ้น เมื่อรู้สึกถึงความไม่มั่นคงหรือมีความกังวลเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตที่เข้ามามีผลกระทบต่อสุขภาพจิตและร่างกายของบุคคลนั้น ๆ

อาการโรคเครียดอาจรวมถึงการกังวล, ความเครียด, หงุดหงิด, ไม่สบายใจ, มีความตึงเครียดหรือกระวนกระวาย หรือมีอาการอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ โรคเครียดอาจเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยสามารถสรุปสาเหตุความเครียดได้ เช่น

  • สภาวะทางจิต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเครียด ได้แก่ ปัญหาทางจิตเวช, การตีความหรือทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือการพบเจอประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ
  • ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม เช่น ปัญหาในการทำงาน, ความขัดแย้งในครอบครัว, ภัยธรรมชาติ, การเปลี่ยนแปลงในชีวิต, สภาพเศรษฐกิจ เป็นต้น
  • โรคเครียดจากทางพันธุกรรม ส่งผลให้แต่ละคนมีความเสี่ยงต่อโรคแตกต่างกัน
  • ปัจจัยทางด้านร่างกาย เช่น ภาวะสมดุลของสารเคมีในสมอง, ปัญหาทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลาง, การเกิดความไม่สมดุลของสารเคมีที่มีผลต่อสุขภาพจิต, ปัญหาจากโครงสร้างสมอง เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่อการเกิดโรคเครียด

จะเห็นได้ว่า โรคเครียดวิตกกังวลเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุจะทำให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาโรคเครียดได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม แต่ถ้าหากปล่อยไว้นาน ก็อาจจะทำให้เป็นโรคเครียดเรื้อรังหรือเกิดอาการเครียดสะสมได้ 


โรคเครียดมีอาการอย่างไร

โรคเครียดอาการ

อาการโรคเครียดวิตกกังวลมีหลายประการ ซึ่งแตกต่างไปตามประเภทของโรคเครียด แต่ทั้งนี้ อาการโรคเครียด ได้แก่

  • อาการวิตกกังวลเครียดมักเป็นลักษณะหลักของโรคเครียด จะรู้สึกกังวลโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน หรือไม่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์ที่ประสบอยู่
  • มีปัญหาในการนอนหลับ ส่งผลให้มีอาการนอนไม่หลับหรือนอนไม่สบาย อาจจะฝันร้ายหรือนึกถึงภาพเหตุการณ์ร้ายแรงซ้ำ ๆ อยู่เสมอ
  • รู้สึกหงุดหงิด, เบื่อ หรือโทษว่าเป็นความผิดของตนเอง ซึ่งเป็นความรู้สึกเชิงลบ ทำให้ไม่ร่าเริง ไม่มีความสุข มีอาการหลง ๆ ลืม ๆ มึนงง ไม่มีสติ
  • บางครั้ง โรคเครียดส่งผลให้มีพฤติกรรมรุนแรงขึ้นได้ โมโหฉุนเฉียว อารมณ์แปรปรวนง่าย หรือก้าวร้าวในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ง่าย
  • เกิดความเครียดได้ง่ายกว่าผู้อื่น ทำให้ร่างกายตื่นตัวเร็ว รู้สึกกดดันอยู่เสมอ ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน หรือหมดแรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ 
  • โรคเครียดสามารถทำให้มีอาการทางร่างกายได้ เช่น ปวดหัว, ปวดท้อง, ปวดกล้ามเนื้อ, ปัญหาการหายใจ, อ่อนเพลีย เป็นต้น
  • มีอาการเกร็งตัว จนเกิดการกระตุก เพราะรู้สึกเครียด ไม่สบายใจ
  • ภาวะโรคเครียดส่งผลให้กล้ามเนื้อหดตัว แล้วเกิดอาการปวดหลัง เจ็บขากรรไกร หรือบางรายอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับเอ็นตามกล้ามเนื้อ
  • บางรายร่างกายมีการตื่นตัว จนทำให้ความดันโลหิตสูง ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว มือเท้าเย็น วิงเวียนศีรษะ หายใจไม่ออก หรือเจ็บหน้าอกได้
  • โรคเครียดอาจทำให้มีความต้องการทางเพศลดลง
  • มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน แน่นท้อง ท้องอืด ท้องร่วง ท้องผูก อาหารไม่ย่อย จนสุดท้าย อาจจะมีอาการอาเจียนได้
  • บางครั้ง อาจจะมีพฤติกรรมแยกตัวออกมา ไม่เข้าสังคม ไม่ต้องการพบปะผู้อื่น รวมถึงไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
  • พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้นึกถึงเรื่องราวนั้น ๆ เช่น ผู้คน สิ่งของ สถานที่ หรือกิจกรรมใด ๆ ก็ตาม รวมทั้งลดการเคลื่อนไหวร่างกายหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ 
  • อาการเครียดทำให้รับประทานอาหารในปริมาณที่มากขึ้นหรือน้อยลง หันมาสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติดอื่น ๆ เพื่อระบายความเครียดมากขึ้น

โดยอาการคนเครียดข้างต้น อาจจะปรากฏทุกวันหรือเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคเครียดในแต่ละกรณี หากใครคิดว่ากำลังมีอาการเหล่านี้ ควรเข้าพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินอาการและเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม

โรคเครียดแบ่งออกเป็นกี่ระดับ

โรคเครียดแบ่งออกเป็นหลายระดับตามลักษณะและระยะเวลาของอาการเครียดวิตกกังวล โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

1. Acute Stress

Acute Stress หรือ โรคเครียดระยะสั้น เป็นภาวะโรคเครียดที่เกิดขึ้นทันทีจากความกดดันในสถานการณ์น่าวิตกกังวลหรือมีความท้าทาย ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายเกิดการตอบสนองความเครียดนั้นทันทีเช่นกัน โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด แต่เมื่อความเครียดหายไป ฮอร์โมนก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สามารถสรุปลักษณะของ Acute Stress ได้ ดังนี้

  • เกิดขึ้นทันทีหลังจากเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายหรือเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • ร่างกายมีการตอบสนองต่อโรคเครียด เช่น หัวใจเต้นเร็ว, อาการหอบเหนื่อย, การตึงเครียด เป็นต้น
  • เป็นโรคเครียดระยะสั้น เมื่อสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดหายไป ก็จะหายเครียด
  • มีสาเหตุความเครียดชัดเจน โดยสามารถระบุได้ว่าสถานการณ์หรือเหตุการณ์ใดที่ทำให้เกิดการเครียด
  • สามารถฟื้นตัวได้เอง ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาแต่อย่างใด ไม่มีความรุนแรงหรือรักษายาก

สาเหตุความเครียดประเภทนี้ อาจจะเกิดจากเสียงดัง อุณหภูมิหรือสภาพอากาศเย็นหรือร้อน สถานที่มีผู้คนคับคั่ง เกิดอาการตกใจหรือหวาดกลัว ความรู้สึกถึงอันตราย รู้สึกท้าทายหรือสะเทือนใจ โดยปกติแล้ว มักจะเป็นสถานการณ์ที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น โรคเครียดระยะสั้นอย่าง Acute Stress ก็สามารถช่วยพัฒนาให้ผู้คนได้เกิดการเรียนรู้ทางความคิดได้

2. Episodic Acute Stress

Episodic acute stress หรือโรคเครียดระยะสั้นซ้ำ ๆ เป็นภาวะโรคเครียดระยะสั้นที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือหลายครั้งติดต่อกัน หรืออาจจะกล่าวได้ว่า มีปัญหาให้วิตกกังวลอย่างต่อเนื่อง เช่น มีปัญหาทางสุขภาพร่างกาย ส่งผลให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจนถูกเชิญออก แล้วเกิดปัญหาหย่าร้างตามมา หรือบางรายมีอาการเครียดวิตกกังวลบ่อย หรือเคร่งเครียดกับทุกเรื่องในชีวิต สามารถสรุปลักษณะของ Episodic Stress ได้ ดังนี้

  • ประสบกับเหตุการณ์ที่ท้าทายหรือเครียดอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน
  • มีอาการเครียดเกิดขึ้นบ่อยครั้งและในระยะเวลาสั้น ๆ
  • มีความเสี่ยงสูงในการเจ็บป่วยร่างกาย เช่น โรคหัวใจ, ปัญหาทางเดินอาหาร, ปัญหาทางสายตา เป็นต้น
  • อารมณ์หม่นหมอง ไม่มีความสุข เกิดความเบื่อหรือเครียดตลอดเวลา 
  • มีอาการผิดไปจากปกติ เช่น ขี้โมโหมากขึ้น ขยันมากเกินไป กังวลง่าย

การรักษาโรคเครียดประเภทนี้ จะเน้นให้บริหารจัดการความเครียด โดยอาจจะเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ เพื่อช่วยให้เข้าใจและจัดการกับปัญหาความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ ยังสามารถให้คำแนะนำกับครอบครัวหรือคนรอบข้างในการดูแลผู้เป็นโรคเครียดอีกด้วย

3. Chronic Stress

Chronic stress หรือโรคเครียดระยะยาว หรือโรคเครียดเรื้อรัง เป็นภาวะโรคเครียดที่เกิดขึ้นในระยะเวลายาวนาน หรือต่อเนื่อง โดยที่ร่างกายไม่สามารถตอบสนองหรือแสดงออกต่อความเครียดนั้นได้ จนเกิดอาการเครียดสะสมแล้วกลายเป็นอาการเครียดเรื้อรัง ซึ่งมีสาเหตุความเครียดมาจากปัญหาในที่ทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความรู้สึกเหงา เป็นต้น สามารถสรุปลักษณะของ Chronic Stress ได้ ดังนี้

  • เป็นอาการเครียดที่เกิดต่อเนื่องนานนับเดือนหรือปี มักไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น
  • มีหลายสาเหตุความเครียด เช่น ปัญหาหน้าที่การงาน, เศรษฐกิจ, ความมั่นคงในครอบครัว, ปัญหาทางการเงิน เป็นต้น
  • เป็นโรคเครียดที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ จึงมักจะมีอาการทางจิตร่วมด้วย เช่น ภาวะซึมเศร้า, ความหงุดหงิด ส่วนทางร่างกาย เช่น ปวดหัว, ปัญหาในระบบทางเดินอาหาร, ภาวะป่วยเป็นเรื้อรัง
  • เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม เช่น การติดสุรา, การสูบบุหรี่, รับประทานอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อระบายความเครียด
  • มีโอกาสความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น

การรักษาโรคเครียดประเภทนี้ จะเน้นให้เปลี่ยนแปลงแนวทางการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและคนรอบข้าง ฝึกทักษะบริหารความเครียด หรืออาจจะต้องเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง เช่น ปรึกษากับจิตแพทย์ การรับประทานยา โดยการรักษาโรคเครียดนี้ เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและต้องการความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย คนรอบข้าง และทีมแพทย์ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับมือหรือจัดการความเครียดในชีวิตประจำวันได้


โรคเครียดกับวิธีการวินิจฉัย

ตรวจโรคเครียด

สำหรับการตรวจโรคเครียดสามารถทำได้ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หรือจิตแพทย์ ซึ่งมีหลากหลายแนวทางการวินิจฉัย ดังนี้

  • การสัมภาษณ์ผู้ป่วยเพื่อทำความเข้าใจลักษณะอาการโรคเครียด, ประวัติทางจิตเวช, และประสบการณ์ที่อาจมีผลต่อสุขภาพจิต
  • การใช้แบบทดสอบโรคเครียด เช่น Beck Anxiety Inventory (BAI), Hamilton Anxiety Rating Scale (HARS), Generalized Anxiety Disorder 7 (GAD-7) เป็นต้น
  • การวิเคราะห์ประวัติทางการแพทย์และสภาพแวดล้อมของผู้ป่วย
  • การสังเกตพฤติกรรมของผู้ป่วยในขณะที่อยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้เกิดโรคเครียด
  • การตรวจร่างกายเพื่อเช็ก ว่า ร่างกายได้รับผลกระทบจากโรคเครียดหรือไม่

การตรวจโรคเครียดมีวิธีการหลากหลายแบบ จึงต้องคำนึงถึงลักษณะของอาการโรคเครียด, ระยะเวลา, ปัจจัยทางจิตและสภาพแวดล้อมที่อาจมีผลต่อการเกิดโรคเครียด เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับผู้ป่วย

แนวการรักษาโรคเครียด

แนวทางการรักษาโรคเครียดมีหลายแบบและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามระดับความรุนแรงของโรค โดยสามารถสรุปได้ ดังนี้

  • การปรึกษาจิตวิทยา (Psychotherapy) เป็นการพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เพื่อทำความเข้าใจและจัดการกับปัญหาโรคเครียด
  • การรับประทานยาทางจิต (Psychotropic Medications) เพื่อช่วยลดอาการเครียด แพทย์สามารถสั่งรับยาประเภทต่าง ๆ ได้ เช่น antidepressants, anti-anxiety medications, beta-blockers
  • การฝึกทักษะการจัดการ (Stress Management Techniques) ถือเป็นส่วนสำคัญในการรับมือกับโรคเครียด เช่น การฝึกลมหายใจ, การนั่งสมาธิ, หรือเทคนิคการผ่อนคลายอื่น ๆ
  • การออกกำลังกาย ช่วยลดระดับความเครียดและสร้างความสบายใจได้ ช่วยเสริมสร้างสารเคมีในสมองที่ส่งผลต่ออารมณ์และสมาธิได้เป็นอย่างดี
  • การเปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิด (Cognitive Restructuring) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเกิดโรคเครียด

การรักษาโรคเครียดมักจะเป็นการผสมผสานระหว่างแนวทางการใช้ยาและทางจิตวิทยา พร้อมทั้งส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง การเลือกแนวทางการรักษาโรคเครียดควรพิจารณาตามความรุนแรงของโรคและความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้น การปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยา จึงถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการวินิจฉัยและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม


สรุปเกี่ยวกับโรคเครียด

โรคเครียดหรือภาวะเครียดคือ สถานะทางจิตใจที่เกิดความเป็นห่วงหรือกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ Acute Stress, Episodic Acute Stress และ Chronic Stress หากเริ่มมีอาการเครียดก็ควรเข้ารับการปรึกษาจากจิตแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและเลือกแนวทางรักษาโรคเครียดได้อย่างเหมาะสม เพราะหากทิ้งไว้นาน อาจจะทำให้เกิดภาวะเครียดสะสมจนเป็นโรคเครียดเรื้อรังในที่สุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจเป็นอย่างมาก